โหลดแบบฟอร์ม - ค้นหา

  เอกสารเกี่ยวกับบริษัท





  thei office

รู้จักธุรกิจของตัวเอง


เจ้าของธุรกิจจะเห็นได้ทันทีว่า หากต้องการติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกิจการ จะต้องเริ่มจากระบบการ

ใช้จ่ายเงิน โดยมีความเข้มงวดระมัดระวังเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ที่จะใช้เป็นหลักฐานบันทึกได้อย่างมีตัวตน

และถูกต้อง

 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :     ในการทำธุรกิจ สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจควรจะต้องทำความรู้จักกับธุรกิจของ

ตนเองให้ดีให้ได้เสียก่อน ก็คือ กำไรที่ธุรกิจสามารถทำได้ ในระหว่างการทำธุรกิจที่ผ่านมา

       ถ้าเจ้าของธุรกิจท่านใดที่ไม่สนใจหรือไม่รู้ว่าธุรกิจของตนทำกำไรได้เท่าไร ก็ออกจะเป็นเรื่องที่แปลก

อย่างหนึ่งทีเดียว เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของการทำธุรกิจ ก็คือ การหวังที่จะสร้างกำไรให้

เกิดขึ้น เพื่อนำกำไรที่ได้มาหมุนเวียนในกิจการ ทำให้กิจการมีความเจริญเติบโตสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งได้

อย่างยาวนาน

 

     ดังนั้น เจ้าของกิจการที่ไม่สนใจว่าธุรกิจของตนสร้างผลกำไรขึ้นได้มากน้อยเท่าไร ก็คงจะเป็นเจ้าของ

ธุรกิจ 2 ประเภท เท่านั้นเอง

ประเภทแรกก็คือ เจ้าของธุรกิจที่มีความมั่นคง มีประวัติการสร้างกำไรมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่ค่อยสนใจ

เพราะทำอย่างไรก็จะต้องได้กำไรอยู่แล้ว

     ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือ เจ้าของธุรกิจที่กำลังเผลอตัว เบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากเรื่องธุรกิจที่กำลัง

ทำอยู่ โดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จนกระทั่งลืมที่จะหันกลับมามองผลประกอบการของธุรกิจของตนเองว่า

ในช่วงที่ผ่านมา กิจการทำกำไรได้มากน้อยเท่าไรหรือธุรกิจกำลังขาดทุน ไม่ได้กำไรเลย

    

     การขาดทุนของธุรกิจ จะทำให้เงินทุนที่เจ้าของนำมาลงทุนถูกกัดกร่อน สูญหาย หรือลดน้อยลงไป และ

หากกิจการเกิดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เงินทุนที่ใช้หมุนเวียนในการทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้หมดลงไป

 

    ธุรกิจก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะไม่มีเงินสำหรับการซื้อหรือผลิตสินค้ามาขาย ไม่มีเงินสำหรับการจ้างพนักงาน

และไม่มีเงินสำหรับการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจการ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์

ค่าน้ำประปา เป็นต้น

 

     ในทำนองกลับกัน กำไรที่เกิดขึ้นจากการทำกิจการ จะทำให้เจ้าของธุรกิจทราบว่ากิจการมีเงินเหลือเพียงพอ

สำหรับที่จะนำมาขยายกิจการให้เจริญก้าวหน้าต่อไป หรือสามารถแบ่งปันผลตอบแทนส่วนหนึ่ง กลับคืนไปให้

เจ้าของกิจการ เป็นผลตอบแทนจากเงินที่ได้นำมาลงทุนสร้างธุรกิจขึ้นมาผลกำไรที่หมุนกลับมาตอบแทนเงิน

ที่เจ้าของนำมาลงทุนในกิจการ ที่เรียกว่า “เงินปันผล”

 

     หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจประการหนึ่งก็คือ การตัดสินใจว่าจะนำผลกำไรที่เกิดจากการทำธุรกิจมาใช้อย่างไร

เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อตัวกิจการหรือต่อตัวเจ้าของกิจการ ในรูปของเงินสำรองเพื่อการขยายกิจการ

หรือในรูปของการจ่ายเงินปันผลคืนแก่เจ้าของกิจการและหุ้นส่วน หากต้องการจะรู้ว่ากิจการมีกำไรเท่าไร เจ้าของ

กิจการจะต้องให้ความสนใจกับตัวเลขประการสำคัญ 2 ตัว คือ “รายได้” และ “ค่าใช้จ่าย” ของกิจการ

 

     รายได้ของกิจการ จะเกิดขึ้นจากยอดขาย ที่กิจการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ลูกค้า

     รายได้ของกิจการ อาจจะเกิดขึ้นจากแหล่งรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากยอดขายก็ได้ เช่น รายได้จากดอกเบี้ย

เงินฝากธนาคาร หรือรายได้จากการให้เช่าพื้นที่หน้าร้าน เป็นต้น

     เจ้าของธุรกิจจะต้องทราบว่า กิจการมีรายได้กี่ประเภท แต่ละประเภทมีสัดส่วนอย่างไร รายได้ประเภทไหน

มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น หรือ ลดลงหรือไม่ เท่าไร

     รายได้จากยอดขาย ในกรณีที่มีสินค้าหรือบริการหลายตัว เจ้าของธุรกิจควรรู้ว่า สินค้าหรือบริการตัวไหน

ที่ขายได้เป็นพระเอก สร้างยอดขายได้มาก สินค้าหรือบริการตัวไหนที่ออกอาการร่อแร่ หรือมีแนวโน้มที่จะ

ไปไม่รอด  เป็นตัวเกาะกินความเจริญก้าวหน้าของสินค้าตัวอื่นๆ

  

      การทำความรู้จัก ชนิดและประเภทของรายได้ของกิจการ แม้แต่จะเป็นเพียงการให้ความสนใจในภาพรวม

คร่าวๆ ก็จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเกิดไอเดีย ที่จะสามารถทำให้ตัดสินใจในการวางแผนสร้างอนาคตให้กับกิจการ

ของตนเองได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน  ในทางกลับกัน คู่ตรงกันข้ามของ “รายได้” ก็คือ “ค่าใช้จ่าย”

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กิจการต้องใช้ไป ก็คือ ต้นทุนที่ต้องใช้ไปเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้

 แสดงให้เห็นว่า การจะทำให้กิจการเดินต่อไปได้ กิจการต้องเกิดการใช้จ่ายขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    

      ดังนั้น เจ้าของกิจการจะมุ่งเน้นไปที่การพยายามสร้างยอดขายให้ได้มากที่สุดอย่างเดียว โดยไม่หันมา

ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายของกิจการ ไม่ได้ เพราะจะเสมือนกับการพยายามตักน้ำใส่ตุ่มให้ได้มาก

ที่สุดและเร็วที่สุด แต่ก้นตุ่มรั่ว ตักให้เหนื่อยอย่างไร ก็ไม่สามารถเติมน้ำให้เต็มตุ่มถึงระดับที่ต้องการได้

 

     ค่าใช้จ่ายของกิจการที่มีตัวตนให้เจ้าของกิจการเห็นได้ชัดเจนและสัมผัสได้ ก็คือ บิล หรือ ใบเสร็จต่างๆ

ที่กิจการมีภาระผูกพันที่ต้องนำเงินไปชำระหรือค่าใช้จ่ายที่แฝงตัวอยู่ในรูปการรั่วไหลต่างๆ ในวงจรการทำธุรกิจ

      เจ้าของธุรกิจจะเห็นได้ทันทีว่า หากต้องการติดตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกิจการ จะต้องเริ่มจากระบบการ

ใช้จ่ายเงิน โดยมีความเข้มงวดระมัดระวังเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ที่จะใช้เป็นหลักฐานบันทึกได้อย่างมีตัวตนและ

ถูกต้องเรียกว่าจะจ่ายเงินอะไรออกไป ต้องมีใบเสร็จทุกครั้งมิเช่นนั้น กิจการจะไม่สามารถควบคุมการ

ใช้จ่ายเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

    ในทางธุรกิจแล้ว ค่าใช้จ่ายของกิจการจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรกคือค่าใช้จ่ายที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่าเป็น “ต้นทุน” ของสินค้า

ส่วนค่าใช้จ่ายกลุ่มที่ 2 ก็คือ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากส่วนที่เป็นต้นทุนของสินค้า

 

    ต้นทุนของสินค้า ได้แก่ ตัวสินค้าที่ซื้อมาเพื่อนำมาขายต่อ วัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ซื้อมาเพื่อนำมาผลิตเป็น

สินค้า ค่าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องซื้อมาเพื่อการผลิตสินค้าหรือเพื่อให้บริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

เครื่องจักร อุปกรณ์เหล่านั้น ที่ดิน อาคาร โรงงาน ที่ต้องจัดหามาเพื่อการผลิตสินค้า เงินเดือนและค่าแรง

พนักงานที่เกี่ยวข้องในการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในฝ่ายผลิตหรือในโรงงานที่มีความ

สัมพันธ์กับการผลิตสินค้าหรือการให้บริการโดยตรง กล่าวโดยรวมแล้ว ต้นทุนสินค้า ก็คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่

เกิดขึ้น เพื่อทำให้เกิดตัวสินค้าหรือบริการ ที่จะนำไปขายเพื่อสร้างให้เกิดรายได้ขึ้นกับกิจการ

     ค่าใช้จ่ายที่ฝังเข้าไปในตัวสินค้านี้รวมแล้ว ก็คือ ต้นทุนสินค้า นั่นเอง

     ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตหรือการจัดหาสินค้ามาเพื่อจำหน่าย ได้แก่ เงินเดือน

ผู้บริหารทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการขาย เงินเดือนและค่าแรงของพนักงานฝ่ายขาย

ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายสำนักงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในสำนักงานและฝ่ายขาย ค่าใช้จ่ายเดินทาง

ค่าธรรมเนียมทางการเงินหรือค่าธรรมเนียมธนาคาร รวมถึงค่าใช้จ่ายจากเครี่องมืออุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ต้อง

ใช้ในสำนักงาน เป็นต้น

 

     เมื่อนำค่าใช้จ่ายที่เป็น ต้นทุนสินค้า มาหักออกจาก รายได้รวม กิจการก็จะได้ กำไรขั้นต้น ซึ่งก็คือกำไร

ที่เกิดจากตัวสินค้า

 

     เมื่อนำ กำไรขั้นต้น มาหักออกจาก ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องใช้ในการขายและบริหาร กิจการจะได้ กำไรก่อน

หักดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษี

 

     ส่วน กำไรสุทธิ จากการดำเนินกิจการ ก็คือ การนำ ดอกเบี้ยจ่าย และภาระ ภาษีเงินได้ ไปหักออกจาก

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษี

 

     ท่านเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีทั้งหลาย ต้องลองกลับไปทบทวนธุรกิจของท่านให้แน่ใจว่า ท่านรู้จักกับ

รายได้ ต้นทุนสินค้า ค่าใช้จ่ายเพื่อการขายและบริหาร ดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษีจ่าย ของกิจการของท่านได้ดี

มากน้อยแค่ไหน

 

ท่านอาจพบว่า ความคิดเห็นของเจ้าของกิจการ อาจไม่ตรงกับความคิดเห็นของคนที่ทำบัญชีให้ท่าน

เลยก็ได้

 

 ที่มา: เรวัต ตันตยานนท์ www.bangkokbiznews.com

 

ที่มา : เรวัต ตันตยานนท์ http://www.bangkokbiznews.com

 

สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียนบริษัท โทร 081-753-4070