โหลดแบบฟอร์ม - ค้นหา

  เอกสารเกี่ยวกับบริษัท





  thei office

กลยุทธ์ผู้ประกอบการหน้าใหม่


  

การตั้งธุรกิจเป็นสิ่งที่เสี่ยงในสหรัฐอเมริกามีอัตราความสำเร็จของบริษัท

ขนาดเล็กคือ 5 บริษัท จาก 100 บริษัท เพราะฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จอาจเป็นของคุณ ถ้าคุณมีความอดทน ตั้งใจทำงานหนักอย่างจริงจังและมีกลยุทธ์ และปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในแต่ละขั้นตอน สิ่งต่อไปนี้เป็นกลยุทธ์ที่ธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จ แต่ไม่สามารถรับประกันได้ จะเป็นเพียงสิ่งที่แนะนำให้โอกาสในการประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

1. รู้ตัวเอง แบบสอบถามเพื่อประเมินศักยภาพผู้ประกอบการอาจทำให้คุณตระหนักถึงความสามารถ ความพร้อม ของคุณว่ามีเพียงใดก่อนที่คุณจะทุ่มเทพลังแรง พลังใจ ทุน และเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่คุณจะต้องประเมินตนเองก่อนการประเมิน ศักยภาพการเป็นผู้เริ่มกิจการในการที่จะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดๆนั้นต้องใช้เวลาหลายๆปี แต่คุณสามารถเร่งได้อย่างง่ายดาย โดยการทำวิจัยอย่างจริงจังรวบรวมวิจัยหรือข้อมูลเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าคุณสามารถทำวิจัยเองได้ก็ยิ่งดีความตั้งใจจริงในการทำงานทุกอย่าง การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในธุรกิจและลูกค้าให้มั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมธุรกิจหรือลูกค้าการพบปะพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือทุก คนที่คุณคิดว่าจะฟังความคิดของคุณโดยปกติจะใช้เวลา3-5 ปี เพื่อที่จะให้บริษัทได้รับความเชื่อถือ และเป็นที่นิยมในตลาด

 

คำถามเพื่อประเมินตนเองก่อนเป็นผู้เริ่มประกอบการกิจการ

 

1. คุณสมบัติผู้ประกอบการ

 

2. คุณชอบที่จะตัดสินใจด้วยตัวของคุณเองหรือไม่

 

3. คุณชอบการแข่งขันในธุรกิจหรือไม่

 

4. คุณมีความตั้งมั่นในการควบคุมตนเองให้ทำงานได้หรือไม่

 

5. คุณชอบที่จะวางแผนล่วงหน้าหรือไม่

 

6. คุณมักจะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายและตรงเวลาหรือไม่

 

7. หลังจากเริ่มธุรกิจคุณได้มีการเตรียมตัวที่จะลดมาตรฐานการครองชีพลงจนกว่าธุรกิจจะมีรายได้ที่แน่นอนหรือไม่

 

8. คุณมีสุขภาพดีหรือไม่คุณมีโรคประจำตัวที่จะกระทบกระเทือนต่อการทำงานหนักและเป็นระยะเวลานานหรือไม่

 

9. คุณจะยอมรับสิ่งที่คุณกระทำผิดแล้วฟังข้อตักเตือนหรือเสนอแนะหรือไม่

 

10.ถ้าธุรกิจคุณล้มคุณได้เตรียมตัวต่อการสูญเสียไว้หรือไม่

 

11.คุณสามารถทนต่อความกดดันและความตึงเครียดหรือไม่

 

12.คุณสามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

 

13.คุณสามารถเริ่มงานและทำงานด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีผู้อื่นกระตุ้นหรือช่วยเหลือได้หรือไม่

 

14.คุณสามารถตัดสินใจอย่างรวดเร็วและไม่เสียใจกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่คุณทำไปได้หรือไม่

 

15.คุณเชื่อถือบุคคลอื่นหรือไม่แล้วบุคคลอื่นเชื่อถือคุณหรือไม่

 

16.คุณสามารถแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและด้วยความมั่นใจหรือไม่

 

17.คุณสามารถรักษาทัศนคติที่ดีเมื่อคุณอยู่ต่อหน้าศัตรูของคุณได้หรือไม่

 

18.คุณเป็นคู่สนทนาที่ดีหรือไม่คุณสามารถอธิบายความคิดของคุณให้ผู้อื่นเข้าใจได้หรือไม่

 

 

ทักษะส่วนบุคคล

 

1. คุณสามารถที่จะนึกถึงทักษะอย่างน้อย 10 อย่างที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจได้หรือไม่

 

2. คุณมีทักษะเหล่านั้น อยู่ในระดับใด สูง ปานกลางหรือต่ำ

 

3. ทักษะเหล่านั้นจะช่วยธุรกิจของคุณอย่างไร

 

4. คุณสามารถที่จะเพิ่มพูนทักษะหรือหาบุคคลที่มีทักษะและชำนาญที่จำเป็นต่อธุรกิจคุณหรือไม่

 

5. คุณสามารถที่จะบอกอย่างน้อย 5 เหตุผลว่าทำไมคุณถึงอยากเป็นผู้ประกอบการหรือเริ่มธุรกิจได้หรือไม่

 

 

การประสบความสำเร็จ

 

1. คุณสามารถเขียนปัจจัยสู่ความสำเร็จอย่างน้อย 5 อย่างที่จะทำให้คุณไปสู่เป้าหมายภายใน 1 ปีของการทำธุรกิจได้หรือไม่

 

2. สินค้าหรือบริการของคุณอยู่ในความต้องการของตลาดหรือไม่

 

3. คุณรู้หรือไม่ว่าคู่แข่งของคุณคือใครและคุณจะแข่งอย่างไรเพี่อให้ธุรกิจคุณประสบผลสำเร็จ

 

4. คุณคาดหวังว่าคุณจะมีรายได้เท่าไร และเมื่อไรที่คุณจะได้รายได้นั้น

 

5. ถ้าคุณไม่ได้รายได้ดังที่หวังไว้ คุณวางแผนว่าจะทำอย่างไร

 

6. คุณทราบจำนวนเงินที่คุณต้องใช้เพื่อเริ่มกิจการหรือไม่และคุณจะหาเงินทุนมาได้อย่างไร

 

7. ถ้าคุณมีกิจการของคุณเองคุณสามารถที่จะหาเงินได้มากกว่าที่คุณทำงานให้กับคนอื่นหรือไม่

 

8. ทางครอบครัวของคุณสนับสนุนความคิดในการทำธุรกิจของคุณหรือไม่และพร้อมที่จะเสียสละสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้คุณเริ่มธุรกิจหรือไม่

 

 

ผู้ร่วมลงทุน

 

ถ้าในการเริ่มธุรกิจของคุณ จะต้องมีบุคคลมากกว่า 1 คน แต่ละคนควรจะต้องตอบคำถามเหล่านี้

 

1. คุณเลือกผู้นั้นเพราะเหตุผลในการดำเนินธุรกิจหรือไม่(ไม่ใช่เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน)

 

2. ผู้ร่วมกิจการของคุณมีเป้าหมายในการทำธุรกิจเหมือนคุณหรือไม่หรือว่ามีเป้าหมายต่างกัน

 

3. บุคคลนั้นรู้ว่าตัวเองมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรหรือไม่

 

4. คุณรู้หรือไม่ว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติในด้านทักษะและความชำนาญอย่างไร

 

5. แผนรายได้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ร่วมกิจการได้รับนั้นเป็นที่ยอมรับกันหรือไม่

 

6. หน้าที่ในการตัดสินใจและการปฏิบัติงานของแต่ละคนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายหรือไม่

 

7. ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่สามารถทำตามแผนที่คาดหวังไว้ได้จะมีวิธีใดที่จะให้บุคคลนั้นออก

 

8. คุณจะทำอย่างไรถ้าผู้ร่วมกิจการคนใดคนหนึ่งออกจากบริษัทหรือตาย

 

 

ทักษะและความชำนาญ

 

ทักษะและความชำนาญเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่สุดในการประกอบธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ คุณควรจะต้องรู้ระดับความสามารถของคุณว่าอยู่ในระดับสูง ปานกลาง หรือต่ำในสิ่งเหล่านี้ ข้อดีและข้อเสียในแต่ละด้านคืออะไรแล้วฝึกฝนหรือพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

1. การเงิน

 

2. การตลาด

 

3. การพัฒนาสินค้าและบริการ

 

4. การขายโดยตรงและโดยอ้อม

 

5. การโฆษณาและการโปรโมทสินค้า

 

6. การบัญชี

 

7. การบริหารบุคคล

 

8. การวางแผนธุรกิจ

 

2. รู้ตลาดสินค้าหรือบริการ และลูกค้า"คุณทำธุรกิจเพื่อความต้องการของลูกค้า" ถ้าคุณไม่อ่อนไหวต่อความต้องการของลูกค้าไม่รู้ว่าใครคือลูกค้า ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงลูกค้าอย่างไร และที่สำคัญ ไม่รู้ว่าจะจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการของคุณอย่างไรนั้นคุณต้องขอ ความช่วยเหลือแล้ว"

 

แผนการตลาดที่ดีเป็นปัจจัยนำสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดของคุณ วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มความต้องการในสินค้าหรือบริการของคุณ วิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคและโอกาสในการเข้าสู่ตลาด การวิจัยตลาด ทำเลที่ตั้ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สินค้าหรือบริการของคุณอยู่ในระดับใด คุณจะขายสินค้าได้อย่างไร ตั้งราคาเท่าไร โฆษณาและโปรโมทอย่างไร ก่อนที่จะสร้างแผน ที่มีประสิทธิภาพของคุณ คุณจะต้องหาข้อมูลจริงเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณ พบปะพูดคุยกับลูกค้า ศึกษาการโฆษณาของธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งของคู่แข่ง และปรึกษาผู้ที่เชี่ยวชาญที่อยู่ในองค์กร สมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เมื่อคุณรวบรวมข้อมูลได้แล้วก็นำมาเขียนชี้แจงตามรายการต่อไปนี้

 

รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจในแต่ละด้านต่อไปนี้

 

สินค้าหรือบริการ

 

ทำเลที่ตั้งในการขาย ทางการตลาด ในแต่ละพื้นที่ แบ่งเป็นจังหวัด ภาค ในประเทศหรือต่างประเทศ ข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นของสินค้าหรือบริการ

 

ราคา

 

วิธีการขายและสนับสนุนการขาย

 

วิธีกระจายสินค้า

 

การให้บริการหลังการขาย

 

รายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า

 

พื้นฐานลูกค้าด้าน อายุ เพศ รายได้และเพื่อนบ้าน

 

ลูกค้ารู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างไร เช่นจากโฆษณา ขายตรง ใบปลิว ปากต่อปาก สมุดหน้าเหลือง

 

พฤติกรรมการบริโภคเป็นอย่างไรเช่น ลูกค้าซื้อสินค้าที่ไหน ลูกค้าอ่านหนังสืออะไร ดูรายการอะไร ฟังใคร

 

สาเหตุที่ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการเช่น คุณภาพ ความสะดวกสบาย บริการหลังการขาย

 

สินค้าน่าเชื่อถือ หาซื้อสินค้าได้ง่าย ราคาไม่แพง

 

อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าไม่พอใจ เช่นในตัวสินค้าหรือบริการ แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจมากขึ้น

 

รายละเอียดแผนและงบประมาณ

 

วิธีทางการตลาดที่เคยใช้

 

วิธีที่ใช้แล้วประสบผลสำเร็จ

 

การเปรียบเทียบต้นทุนกับยอดขาย

 

การเปรียบเทียบต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งคน

 

วิธีทางการตลาดวิธีใหม่เพื่อดึงลูกค้าใหม่

 

กี่เปอร์เซนต์จากกำไรที่คุณจะนำไปใช้ในการตลาด

 

เครื่องมือที่ใช้ทางการตลาดมีอะไรบ้าง เช่น การโฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง ทางโทรทัศน์ ทางจดหมาย

 

วิธีทดสอบแนวคิดทางการตลาด

 

วิธีวัดผลการตลาดที่ทำไป

 

เครื่องมือทางการตลาดที่คุณสามารถทำได้ทันที

 

วัตถุประสงค์ของการสนับสนุนการขายก็เพื่อ สื่อสารข้อมูลจากคุณสู่ลูกค้า กระตุ้นให้ลูกค้าสนใจในตัวสินค้าหรือบริการของคุณ ดึงดูดให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องแน่ใจว่าการตลาดที่คุณทำนั้นไป ถึงลูกค้ากลุ่มที่คุณต้องการจูงใจจริงๆ เพราะว่าในปัจจุบันตลาดมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย

 

3. รู้สถานภาพการแข่งขันและคู่แข่ง

 

คู่แข่งของคุณมีใครบ้าง อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ คุณจะแข่งขันอย่างไรเพื่อชัยชนะ คุณจะผลิตสินค้าหรือให้บริการอย่างไรเพื่อเป็นจุดขายที่เด่นกว่าของคู่แข่ง ศึกษาวิธีการขาย การตลาด การโฆษณา การกระจายสินค้า การโปรโมทหรือการสนับสนุนการขาย และการให้บริการหลังการขายของคู่แข่งเป็นอย่างไร

 

4. รู้นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐบาล

 

หาข้อมูล หรือแหล่งที่ให้การส่งเสริมการค้า ให้เงินทุน หรือให้บริการเพื่อสนับสนุนธุรกิจต่างๆ เช่นกรมส่งเสริมการส่งออกให้การสนับสนุนผู้ส่งออกไปจัดนิทรรศการในต่าง ประเทศ โดยการออกค่าใช้จ่ายให้ในบางส่วน และผู้ประกอบการต้องคอยดูแนวโน้มว่าอีก 5 - 10 ปีข้างหน้ารัฐบาลจะสนับสนุนอะไรบ้าง

 

5. วางแผนการเงินในระยะยาว

 

ปัญหาทางการเงินเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ดำเนินธุรกิจพลาด เนื่องจากในตอนเริ่มกิจการนั้นบริษัทขนาดเล็กจะขอเงินกู้ได้ยากกว่าบริษัท ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการที่ขอกู้เงินน้อยเกินไปอาจจะปิดกิจการเร็วเพราะว่าไม่มีเงิน ทุนในการดำเนินกิจการ ช่วง 2 ปีแรกเป็นช่วงวิกฤตของกิจการ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องวางแผนว่าคุณต้องการเงินเท่าไร มีเงินสำรองสำหรับการพัฒนาธุรกิจที่ไม่ได้คาดหวังหรือไม่ เมื่อไรและจะจ่ายเงินคืนและจ่ายอย่างไร คุณสามารถรับภาระในการกู้ยืมเงินได้หรือไม่ คุณสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ทางการเงินที่จะเกิดขึ้นจากการขาดเงินทุนใน อนาคตได้ ขอยืมเงินมากพอสมควรเท่าที่จะทำได้ เขียนสัญญาการกู้ยืมเงินทุกครั้ง อย่าคิดว่าความเงียบเป็นการอนุมัติเงินกู้ ไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยในการพิจารณาหลักสำหรับขอกู้ยืมเงิน ถ้าขอกู้จากแหล่งหนึ่งไม่ได้ก็อย่ายอมแพ้หรือคิดว่าผู้ให้กู้ทุกคนจะไม่ให้ ด้วย คอยสังเกตจุดเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจอยู่เสมอ การประหยัดเงินไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงิน อย่าจำกัดว่าแหล่งเงินทุนต้องเป็นธนาคารเท่านั้น

 

 

 

 

6. การทำบัญชี

 

ผู้ประกอบการหลายคนอาจจะคิดว่าการทำงาน หนัก หรือ การตลาดเป็นสิ่งสำคัญ แต่จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องสนใจก็คือ "งบดุล" ในการดำเนินกิจการหรือบริหารงานต่างๆ คุณจำเป็นจะต้องใช้ตัวเลขให้เป็น และคุณไม่สามารถทำธุรกิจได้ ถ้าไม่มีระบบบัญชีที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหาร ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงของผู้ประกอบการได้ นอกจากนั้นข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องและสมบูรณ์จะช่วยให้คุณวางแผนการเจริญ เติบโตของธุรกิจในอนาคตได้ สำหรับการเริ่มทำสมุดบัญชี ซึ่งจะต้องมีรายงานการขายที่ถูกต้อง ต้นทุนคงที่ ต้นทุนแปรผัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงาน ภาษี กำไรและขาดทุน สินค้าคงคลัง ลูกหนี้และเจ้าหนี้ และยังรวมถึงการเปรียบเทียบงบการเงินปีปัจจุบันกับปีที่ผ่านมาว่าผลการ บริหารเงินและเป้าหมายด้านงบประมาณประสบความสำเร็จต่างกันอย่างไร

 

วิธีการลงบัญชีมีหลักการอยู่ 2 วิธี คือ หลักเงินสด กับ หลักเงินค้าง

 

หลักเงินสดรายได้จะมีการบันทึกต่อเมื่อ ได้รับเงินและค่าใช้จ่ายจะลงบัญชีก็ต่อเมื่อมีการจ่ายเงินจริง แต่ด้วยหลักเงินค้างจะมีการบันทึกรายได้และรายจ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ว่า จะได้รับเงินหรือไม่ได้รับเงิน และจ่ายเงินหรือไม่จ่ายเงิน แล้วเมื่อมีการรับหรือจ่ายเงินที่ค้างไว้ก็จะต้องลงบัญชีด้วยเพื่อที่จะให้ คุณมีระบบบัญชีที่ดีคุณควรจะปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือนักบัญชีโดยเฉพาะ

 

7. ฝึกการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

 

หลักการบริหารธุรกิจประกอบด้วยการวางแผน การจัดองค์กร การควบคุม และการนำธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารผิดพลาด กฏหลักของการบริหารธุรกิจขนาดย่อมคือการรู้ว่าคุณกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนอยู่ ตลอดเวลา

 

ตัวอย่างของข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดกับผู้บริหารคือ

 

จ้างบุคลากรผิด

 

การฝึกอบรมพนักงานไม่เหมาะสม

 

พยายามที่จะทำเกินไป

 

บริหารเวลาผิด

 

ขยายกิจการมากเกินไป

 

ไม่ว่าสถานการณ์หรือเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ไม่เกี่ยวกับการบริหารงาน ผู้บริหารบางคนอาจจะเปลี่ยนอุปสรรคเป็นโอกาสก็ได้ ในทางตรงข้ามแม้ว่าเศรษฐกิจดีอาจจะบริหารงานไม่ดีก็ได้ ในการที่จะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจะต้องเป็นผู้นำที่ดีด้วย ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนเชื่อว่าลักษณะของผู้นำที่ดีจะต้องมีความสามารถในการจูงใจ แนะนำแนวทาง การดึงดูดความสนใจ สามารถนำและควบคุมการทำงานของลูกน้องให้ตรงตามเป้าหมายได้ ผู้นำที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น เพราะว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและลูกน้องที่เกี่ยวข้อง

 

8. ขายสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ

 

คุณภาพของสินค้าหรือบริการเป็นสิ่งที่รักษาความสำเร็จของบริษัทให้คงอยู่ ตลอดไป ถ้าคุณทำกลยุทธ์การตลาดที่ดีเลิศอาจจะนำลูกค้ามาถึงคุณที่หน้าประตู แต่ถ้าสินค้าของคุณไม่เป็นที่พอใจของลูกค้า ลูกค้าก็ไม่มาซื้อสินค้าของคุณอีก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้ข้อดีและข้อเสียของสินค้าหรือบริการของคุณ ถ้าดีอยู่แล้วก็รักษาให้ดีต่อไป หรือทำให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงตามความพอใจของลูกค้า หัวใจของการทำธุรกิจก็คือลูกค้า ดังนั้นต้องเข้าใจลูกค้าและให้ความสำคัญแก่ลูกค้ามากๆ พัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้าและค่าของสินค้าในดีอยู่เสมอ ถ้าคุณภาพสินค้าของคุณถดถอยเมื่อไร เมื่อนั้นคู่แข่งของคุณจะมาแทรกแซงทันที

 

9. จ้างบุคลากรที่เหมาะสม