โหลดแบบฟอร์ม - ค้นหา

  เอกสารเกี่ยวกับบริษัท





  thei office

ค่าเงินบาท ความจริงของเหรียญ2ด้าน?


เรื่องที่เป็นประเด็นร้อนและถูก หยิบยกมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงนี้ คือ ทำไมเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท และบทบาทของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท


ก่อนอื่น ดิฉันขอตอบคำถามแรกก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งนับแต่ต้นปีเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 7.5 (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ย. 53) เทียบกับ มาเลย์เซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่แข็งขึ้นร้อยละ 8.7 4.7 3.9 และ 3.6 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่าค่าเงินแข็งขึ้นทั้งภูมิภาค ปัจจัยหลัก ได้แก่ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่ใน เอเชียอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจของเอเชียที่ฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินโลกได้รวดเร็วกว่ากลุ่ม ประเทศพัฒนาแล้ว ผนวกกับดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลต่อเนื่อง
การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ลงทุนและผู้ที่กู้เงินตราต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดต่อผู้ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียจากทิศทางค่าเงิน บาท วันนี้จึงขอมาเล่ารายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน


ข้อเท็จจริงที่ 1 หาก ค่าเงินบาทแข็งจะทำให้ภาคส่งออกมีรายได้ในรูปเงินบาทลดลง อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของผลกระทบก็จะลดหลั่นลงไปตามสัดส่วนความเข้มข้นของการนำเข้า สินค้าเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าส่งออก (Import content of export) หากการผลิตดังกล่าวมี Import content สูง เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะถูกกระทบไม่มาก เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกที่มี Import content ต เช่น สิ่งทอ เครื่องเรือน น้ำตาล และผลิตภัณฑ์ยาง สำหรับภาคท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจ ชะลอลงบ้าง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ เนื่องจากราคาหรือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจะแพงขึ้นในสายตาของนักท่อง เที่ยวกลุ่มนี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวเอเชียน่าจะถูกกระทบน้อยกว่า เนื่องจากค่าเงินในเอเชียก็แข็งขึ้นเช่นกัน
 

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของแบงก์ชาติ พบว่ายังมีปัจจัยที่สำคัญต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยมากกว่าค่าเงิน บาท คือ ความต้องการหรือรายได้ของประเทศคู่ค้า ซึ่งที่ผ่านมา
ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย อาทิ จีนและกลุ่มประเทศอาเซียนที่เป็นคู่ค้าและตลาดนักท่องเที่ยวสำคัญของไทยใน ระยะหลังนี้
 

ข้อเท็จจริงที่ 2 เงิน บาทที่แข็งค่ามักถูกกล่าวขานถึงแต่ผลเสีย ซึ่งที่จริงผลดีก็มีด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากบาทแข็ง เนื่องจากราคาสินค้าจากต่างประเทศจะถูกลง เอื้อให้ผู้นำเข้าที่ต้องการจะพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตของตนสามารถนำเข้า สินค้าทุนได้ถูกลง ท้ายที่สุดก็จะเป็นการเกื้อหนุนการลงทุนของไทยในอนาคตด้วยอีกทางหนึ่ง สำหรับราคาน้ำมันที่ต้องนำเข้าก็จะถูกลงเช่นกันและจะส่งผลให้ราคาน้ำมันใน ประเทศปรับลดลงได้ หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 5 ราคาน้ำมันในประเทศจะลดลงประมาณ 0.8-1.0 บาทต่อลิตร (อิงจากราคาน้ำมันดิบ 70-85 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งลดลงตาม นอกจากนี้ ยังเป็นผลดีต่อผู้ที่จะชำระหนี้ต่างประเทศในระยะนี้ เพราะใช้เงินบาทที่น้อยลงมาแลกเป็นดอลลาร์ สรอ.
 

ทิศทางค่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งมีทั้งกลุ่มคน ที่ได้และเสียเสมอ ทำให้แบงก์ชาติพยายามดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากเกินกว่าพื้นฐาน เศรษฐกิจของไทยจะรองรับได้ รวมทั้งให้เอื้อประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและ ยั่งยืน ทั้งนี้ก็จะไม่พยายามบิดเบือนตลาดและทำให้เงินบาทอ่อนหรือแข็งกว่าที่ควรจะ เป็น หากค่าเงินบาทอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นจะส่งผลให้ราคาสินค้าที่นำเข้าแพงขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อโน้มสูงขึ้นและไม่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งจะมีผลให้การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตช้ากว่าที่ควรจะเป็น และในระยะยาวจะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่หากเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก และในที่สุดจะกระทบต่อการจ้างงานในประเทศ
 

อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงพบว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาซึ่งเงินบาทเริ่มแข็งค่านั้น ภาคการผลิตและส่งออกไทยได้ทยอยปรับตัวมาโดยตลอดเช่นกัน สะท้อนจากการส่งออกของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใน 7 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกเติบโตถึงร้อยละ 34.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคเอกชนควรเร่งทำในระยะถัดไปเพื่อบริหารความเสี่ยงจากค่าเงิน คือ การพัฒนาศักยภาพในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออกให้มีประสิทธิภาพและ ความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น เพิ่มคุณภาพและลดต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกในระยะยาว
______________________________________________________________

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 21 กันยายน 2553

ที่มา : ทีมวิเคราะห์ดุลการชำระเงิน ธ.แห่งประเทศไทย

 

สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียนบริษัท โทร 081-753-4070