โหลดแบบฟอร์ม - ค้นหา

  เอกสารเกี่ยวกับบริษัท





  thei office

วางแผนอนาคตอย่างไรดี?


มาวางแผนเกษียณอายุกันเถอะ article

         " ดอกเบี้ยต่ำ  หุ้นเรี่ยดิน  ทำอะไรดี "  เป็นคำถามยอดฮิตของยุคสมัยนี้    ถ้าคุณยังอายุไม่ถึง  40 ปีคุณอาจจะไม่สนใจปัญหานี้เท่าไร    แต่ถ้าคุณอายุ  40 ปีขึ้นไปแล้ว   คุณอาจต้องเริ่มสนใจปัญหานี้แล้ว   เพราะอะไรหรือครับ  เพราะถ้าคุณมารู้สึกตัวตอนอายุ  55-60 ปีแล้ว  ตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว

          สมัย ก่อน  การฝากเงินธนาคารเป็นการลงทุนที่ดีอย่างหนึ่ง  นอกจากได้รับผลประโยชน์ในเรื่องการออมแล้ว  ยังให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในระดับ  7-8% ขึ้นไป แต่นับตั้งแต่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2540 แล้ว ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่ยาวนาน ได้กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ประมาณ 3.0 %ต่อปี  และดูเหมือนว่าภาวะเช่นนี้  อาจจะต้องดำเนินไปอีกหลายปี  ซึ่งหมายความว่า ดอกเบี้ยยังมีโอกาสปรับลงไปได้ตลอดเวลา  ตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

        การพูดว่า  ดอกเบี้ยมีโอกาสลดลง  ดูเหมือนว่าจะเป็นการพูดที่เลื่อนลอย  แต่ถ้าเราได้ทราบว่า  ประเทศญี่ปุ่น   ที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ   ตั้งแต่ปี  1990   ผ่านมา 18 ปีแล้ว เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์   ปัญหากับดักสภาพคล่องได้กดดันให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี  อยู่ที่ 0.35%และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ  5 ปีอยู่ที่  0.65 % เท่านั้น  (อัตรา ณ ปี 2008 )

          ดังนั้น   หากรัฐบาลไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้   ดอกเบี้ยเงินฝากคงยังไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้อย่างมั่นคงเหมือนในอดีต เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในช่วงต่ำเรี่ยดิน   การคาดหวังที่จะเก็บเงินเกษียณอายุผ่านระบบธนาคารอย่างเดียว  จึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป แล้วจะมีวิธีใดละ  ที่จะมาทดแทนระบบธนาคาร  ที่เราเคยใช้มายาวนานในประเทศไทย

          ก่อนจะถึงคำถามนั้น   เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า   เราจะเกษียณอายุตัวเราที่อายุเท่าไร และถึงเวลานั้นเราอยากจะมีเงินใช้เดือนละเท่าไร   คำถามนี้  เป็นเรื่องสำคัญ  มันเหมือนกับการถามตัวเองว่า  ตั้งเป้าหมายการเดินทางไว้ที่ไหน  เพื่อเราจะรู้ได้ว่าเราจะเดินทางไปอย่างไร  ใช้พาหนะอะไร  ใช้เส้นทางไหน

          จะเกษียณที่อายุเท่าไร  อาจจะตอบไม่ยาก  แต่ถึงตอนนั้นจะใช้เงินเดือนละเท่าไร  เป็นเรื่องตอบยากจริงๆยิ่งถ้าเหตุการณ์นั้นจะเกิดในอีก  20 ปีข้างหน้า เราไม่รู้ว่า ค่าครองชีพ ณ ตอนนั้นเป็นอย่างไร มีค่าใช้จ่ายใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ถึงเวลานั้น รัฐจะจัดสรรสวัสดิการให้คนสูงอายุได้มากน้อยขนาดไหน

          แต่ในบทความนี้  จะมองในแง่อนุรักษ์นิยม  ยังไม่คาดหวังการจุนเจือจากรัฐบาล  เพราะ  ถ้าเราวางแผนแบ่งภาระบางส่วนให้รัฐบาลช่วยเหลือ  เกิดรัฐบาลไม่พร้อม  ชีวิตมิต้องเคว้งคว้างไร้คนดูแลหรือ

          ขณะเดียวกัน  ก็ไม่คาดหวังให้  ลูกหลานเลี้ยงดู  เนื่องจาก  สังคมกำลังเปลี่ยนไป  ในอดีตเราเคยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่  พี่น้องผูกพันพึ่งพากัน  เมื่อวัฒนธรรมตะวันตกแพร่เข้ามา  วิถีชีวิต อาหารการกิน  เปลี่ยนไป  ลูกๆเมื่อแต่งงานมีครอบครัวจะแยกไปอยู่กันตามลำพัง  ในจังหวัดบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง  กลับมาเยี่ยมพ่อแม่เฉพาะเทศกาล  ปีละ  2-3 ครั้ง แต่ละคนมีภาระรัดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ การจุนเจือช่วยเหลือกันก็น้อยลง การคาดหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดูจึงมีความเสี่ยง ทำไมไม่เก็บเงินของเราเองละ ถ้าทำได้

          กลับมาที่เรื่องค่าครองชีพ ในภาวะดอกเบี้ยต่ำอัตราเงินเฟ้อมักจะต่ำไปด้วย โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ  2-3% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ที่ประมาณ 2% 

          ถ้าภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น    เชื่อว่า  อัตราเงินเฟ้อคงอยู่ประมาณ  2-3 % ต่อปี   ยี่สิบปีข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อคงเพิ่มขึ้นประมาณ 100% จากฐานปัจจุบัน นั่นคือ ค่าครองชีพจะเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน

          ถึงตอนนั้น  เราลองมาคำนวณดูว่า  ค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไร  ตัวเลขจะอยู่บนสมมติฐานที่ว่า  ภาระหนี้สินต่างๆได้ชำระหมดแล้ว  ไม่ว่า  จะเป็นค่าผ่อนบ้าน , ผ่อนรถ หรือทรัพย์สินอื่นๆ   ถ้ายังมีหลักทรัพย์ที่ติดจำนองยังต้องผ่อนชำระอยู่ เช่นที่ดิน ควรจะขายทิ้งไป เพราะอายุปูนนั้นแล้ว คุณยังจะสะสมหลักทรัพย์ให้ใครอีก ลูกๆก็โตหมดแล้ว    ยกเว้นถ้าลูกยังเรียนไม่จบ    ภาระการส่งเสียลูก   คงทิ้งไม่ได้     เพราะเป็นหน้าที่ทางศีลธรรม    และเขาเป็นหลักทรัพย์ทางจิตใจที่ทรงคุณค่าที่สุดของคุณ

          เมื่อไม่มีหนี้สิน  มีแต่ค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่าย  เช่น  อาหาร  3 มื้อ , ค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ขณะเดียวกัน  เราทุกคนคงอยากดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี  และสถานภาพเดิมๆของชนชั้นกลางเอาไว้  แต่ไม่ถึงกับฟู่ฟ่าหรูหรา  อย่างน้อยเรายังต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว , มีเครื่องปรับอากาศที่ห้องนอน , ยังคงติดตั้งเคเบิลทีวีไว้ดู ,ยุคนั้นอาจต้องใช้คอมพิวเตอร์ , อินเตอร์เน็ทไว้สั่งอาหาร  และแบ่งเงินทำบุญ เข้าวัดเข้าวาบ้างตามสมควร

         ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องมี ค่าน้ำมันรถ, ค่าซ่อมบำรุง , ค่าเบี้ยประกันรถ  , ค่าเช่ารายเดือน  หากรวมทั้งหมดแล้ว   ใช้จ่ายอย่างประหยัด  ค่าใช้จ่ายต้องมีอย่างน้อยเดือนละ  20,000  บาทต่อคน  ถ้าสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน  ค่าใช้จ่ายรวมอาจลดเป็น  30,000  บาทสำหรับ  2 คน  เนื่องจาก  ค่าใช้จ่ายบางอย่างใช้ร่วมกันได้  เช่น  ค่าไฟฟ้า ค่าเคเบิลทีวี และการใช้รถยนต์

         ค่าใช้จ่ายที่  20,000  บาท/ เดือน / คน  เป็นค่าใช้จ่ายมาตรฐานสำหรับคนทั่วๆไป  แต่ถ้าใครต้องการมีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นไปอีก  เช่น  ต้องการเป็นสมาชิกสปอร์ตคลับ  มีการสังสรรกับเพื่อนทุกสัปดาห์  เราก็ต้องคิดค่าใช้จ่ายเผื่อขึ้นไปอีก

         เงิน  20,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน ค่าใช้จ่ายต่อปีจึงเป็น 20,000 X 12=240,000 บาท เผื่อเหลือเผื่อขาดให้คิดเป็น 250,000 บาท

        เมื่อเกษียณอายุ  เราไม่ได้ทำงานแล้ว  รายได้หลักจึงมาจากดอกเบี้ยและเงินปันผล      ผลตอบแทนการลงทุนที่น่าพอใจ  และยอมรับได้ทั่วโลก  อยู่ที่ 5% ต่อปี

         ถ้าเราลงทุน  100  บาท  ได้ผลตอบแทนสุทธิ  5  บาท  อัตราส่วน  20  ต่อ  1   หากต้องการผลตอบแทนที่  250,000  บาทต่อปี  ต้องมีเงินต้น  =  250,000 X  20  =  5,000,000  บาท 

         ดังนั้นถ้าคุณต้องการใช้ชีวิตที่สุขสบาย  และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเมื่อตอนเกษียณอายุ  คุณต้องมีเงินเก็บ  5 ล้านบาท  คำถามคือ  คุณได้เตรียมเงินก้อนนี้ไว้แล้วหรือยัง

         อนึ่ง  สำหรับคนทำงานกินเงินเดือน  นักวางแผนทางการเงิน  มักจะแนะนำให้คุณประมาณการเงินเดือนสุดท้าย  ณ  วันที่จะเกษียณอายุ   แล้วหารด้วยสอง   ตัวเลขนั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่คุณต้องใช้หลังเกษียณ

         สมมติยี่สิบปีข้างหน้า  คุณมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนก   เงินเดือน  100,000  บาท  รายจ่ายหลังเกษียณจะตกเดือนละ  50,000  บาท  หรือ  ปีละ  600,000  บาท  ดังนั้น  คุณต้องมีเงินต้น  12  ล้านบาท

        ฟังดูเป็นเงินมากโขทีเดียว  จนบางคนรู้สึกว่าจะเกินความจริงไปหน่อย   แต่ถ้าใครคิดว่าตอนแก่จะใช้ชีวิตสบายหรูหราหน่อย  ก็ต้องมั่นใจว่า  เราจะต้องเป็นนักเก็บเงินตัวยงตั้งแต่ตอนนี้

         ส่วนคนที่สงสัยว่า  เงินต้นไม่ได้ถูกใช้เลย  แล้วจะเหลือไว้ให้ใคร  ที่ผู้เขียนไม่กล่าวถึงการใช้เงินต้น  เพราะเป็นการยากที่จะคาดเดาว่า  เราจะมีอายุขัยเท่าไร  ถึงแม้จะรู้ว่าอายุเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่  74 ปี  ถ้าเราคิดว่าเราจะมีอายุหลังเกษียณอีก  14 ปี  แล้วทยอยใช้เงินต้น  เกิดผ่านไป  14 ปี  ยังไม่เสียชีวิต  จากนั้นจะให้ใครเลี้ยงดู  (โดยสถิติของคนไทยหากมีอายุอยู่ถึง 60 ปี จะมีโอกาสอยู่ได้อีก 20 ปี หรืออยู่ถึงอายุ 80 ปี)

         ดังนั้น  ถ้าคิดในแง่อนุรักษ์นิยม   ให้ใช้เฉพาะดอกผล  ส่วนเงินต้นไว้ใช้กรณีจำเป็นจริงๆ  เช่น  กรณีเจ็บป่วย  ซึ่งนับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในบั้นปลายของชีวิต  หรือจะกระจายความเสี่ยง    โดยการเลือกทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันชีวิต   ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถให้คุ้มครองถึงอายุ  70 ปีแล้ว    และคาดว่าในอนาคตคงจะมีรูปแบบที่คุ้มครองสุขภาพตลอดชีวิตแน่นอน

         เมื่อเรามีเป้าหมายแล้วว่าจะเกษียณที่อายุเท่าไร  และต้องมียอดเงินเก็บเท่าไร  ขั้นตอนต่อมา  ก็คือการเก็บเงิน  เรื่องการหาเงิน  ผู้เขียนคงไม่อาจเอื้อมที่จะแนะนำ  เพราะพวกเราแต่ละท่านล้วนมีความสามารถเฉพาะตัวในการทำงานหารายได้อยู่แล้ว  ปัญหาคือ  ต้องเก็บเดือนละเท่าไร

         แนวคิดเรื่องการเก็บเงินมีอยู่  2-3  แนว  แนวทางคิดแรกในแง่อนุรักษ์นิยมสุดๆ  คือ  มองว่าจากนี้ไป ประเทศไทยคงยังจมปลักอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกเป็น  10 ปี  ฉะนั้นไม่ว่าจะลงทุนอะไร  ผลตอบแทนที่ได้จะน้อยมาก  การเก็บเงินจึงไม่ควรไปคำนึงถึงผลตอบแทนที่ได้รับ  ให้ยึดที่เงินต้นอย่างเดียวเป็นพอ  ถ้าต้องการยอดเงินที่  5  ล้านบาท  มีเวลาเก็บ  20 ปี  ก็ต้องเก็บปีละ  250,000  หรือเดือนละ  20,830  บาท  หากคุณเริ่มเก็บเงินที่อายุ  40 ปี  ต้องการเกษียณที่อายุ  60 ปี  คุณต้องเริ่มเก็บเดือนละ  20,830  บาททุกเดือน  โดยไม่หยุดไป  20 ปี  คุณก็จะมีเงินเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณ

         แนวคิดที่สอง  ถูกปรับให้เข้ากับความเป็นจริงว่า  ในทางปฎิบัติ  การลงทุนย่อมได้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยทบต้นไปด้วย  ยิ่งเป็นการลงทุนระยะยาวเป็น  20-30 ปี  ดอกผลที่ได้จะยิ่งสูง  จึงลดภาระเงินต้นไปได้เยอะ  นักวางแผนทางการเงินได้คำนวณว่า   หากมีเวลาเก็บเงิน  20 ปี  และผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่  5%  คุณจะต้องเก็บเงินเพียงเดือนละ  12,500  บาท   หรือปีละ  150,000  บาทเท่านั้น  แล้วดอกผลที่งอกเงยจะพอกพูนเป็นเงิน  5  ล้านบาท  ณ  สิ้นปีที่  20   ตัวเลขนี้ค่อยทำให้มีกำลังใจเก็บกันหน่อย  อย่างไรก็ตามคุณยังต้องบังคับตัวเองให้เก็บเงินถึง  20 ปี  ถึงจะบรรลุสิ่งที่ต้องการ

         แนวคิดสุดท้าย   ไม่ได้ระบุยอดเงินต้นที่ต้องการ    แต่ให้แปรเปลี่ยนไปตามฐานเงินเดือนของแต่ละคนแล้วสรุปออกมาเป็นเงินบำนาญต่อ เดือนที่คุณจะได้ใช้ยามเกษียณไปจนเสียชีวิต    บนสมมติฐานว่าเงินเดือนเพิ่มปีละ 5%  ผลตอบแทนการออมอยู่ที่  7%  เกษียณที่อายุ  60 ปี  โดยหลังอายุ 60 ปี  เงินออมของเราจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ   ผลตอบแทนจะได้เพียง 5 %  ต่อปี  และเรายังมีชีวิตอยู่ได้อีก 20  ปี

    แผนการเก็บออมต่อเดือน ณ อายุเริ่มต้นที่ต่างกัน

 

เริ่มเก็บเงินที่อายุ

สัดส่วนที่ต้องเก็บออมในแต่ละเดือนไปจนถึงอายุ 60 ปี

รายได้ที่จะได้รับเมื่อเกษียณเทียบกับเงินเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ

30

40

50

55

12%

21%

45%

91%

40%

40%

40%

40%

 

หมายเหตุ  แนวคิดนี้  เป็นแบบทยอยใช้เงินต้นและดอกเบี้ย  ตัวเงินต้นจะหมดในปีที่ 20  ของการเกษียณอายุ ( เข้าลักษณะลดต้นลดดอก )

          สัง เกตุว่า  ยิ่งเราเริ่มต้นช้าเท่าไร  ภาระในการเก็บออมก็จะยิ่งทวีคูณ  และมีผู้คนจำนวนมากที่มีปัญหาในเรื่องการเก็บเงิน    ทั้งๆที่เขาก็รู้ซึ้งถึงความจำเป็นที่ต้องเก็บเป็นอย่างดี

        ขั้นตอนสุดท้าย  คือ  การจัดสรรเงินลงทุน  ตามที่ได้เกริ่นไว้แต่ต้นแล้วว่า  แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์  ทำให้กลไกของระบบการเงินเปลี่ยนไป   รูปแบบการออมเก่าๆเริ่มไม่เหมาะสม  ขณะที่รูปแบบการลงทุนใหม่ๆมีให้เลือกมากยิ่งขึ้น

อ่านต่อ ตอน2 ค่ะ.......

ที่มา : http://www.thaifinancialadvisor.com

 

สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียนบริษัท โทร 081-753-4070