โหลดแบบฟอร์ม - ค้นหา

  เอกสารเกี่ยวกับบริษัท





  thei office

วางแผนอนาคตอย่างไรดี? ต่อตอน2


แนวทางการจัดสัดส่วนพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ 

 

ประเภทการลงทุน ผลตอบแทนที่คาด แบบอนุรักษ์นิยม แบบสายกลาง แบบชอบเสี่ยง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/ประกันชีวิต/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

5%

40%

30%

30%

เงินสด/เงินฝาก/ตั๋วแลกเงิน/บัตรฝากเงิน

3-4%

30%

20%

10%

พันธบัตร/หุ้นกู้/กองทุนรวมตราสารหนี้

5%

30%

20%

10%

หุ้น/กองทุนรวมหุ้น/ETF

+/- 20%

-

15%

30%

บ้านเช่า/หอพัก/อาคารพานิชย์ให้เช่า/อพาร์ตเมนท์

5-15%

-

15%

20%

รวม

5%

100%

100%

100%

 

          และ เพื่อให้เราได้เข้าใจรูปแบบและข้อดีข้อเสียในการลงทุนแต่ละประเภท   ผู้เขียนจึงใคร่แจกแจง รายละเอียดให้ผู้อ่านได้เลือกลงทุนตามความชอบ  ความเหมาะสมของแต่ละคน
       

         1)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ( รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ )

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- เก็บออมอย่างเป็นระบบ

- ได้รับเงินสมทบจากบริษัทอีกหนึ่งเท่าตัวทุกเดือน

- ผลตอบแทนจากการลงทุนได้รับการยกเว้นภาษี  หากสมาชิกทำงานจนเกษียณอายุ , พิการหรือเสียชีวิต

- เงินสะสมของพนักงานได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี  และ  ยกเว้นภาษีสูงถึงปีละ 300,000 บาท

- เงินกองทุนแยกจากเงินทุนของบริษัทนายจ้าง  จึงไม่สูญหายแม้บริษัทล้มละลายไป

- เป็นเงินก้อนใหญ่  จึงลงทุนได้หลากหลาย

- มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง  มีข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด  และต้องมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเป็นผู้บริหารกองทุน

- ไม่ มีสภาพคล่อง  หากมีความจำเป็นใช้เงิน   ต้อง  กู้เงิน   โดยใช้เงินสะสมเป็นตัวอ้างอิง  ซึ่งขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุน  หรือ  ต้องลาออกจากกองทุน  ซึ่งต้องรับภาระภาษีของเงินทั้งจำนวน

- หาก มีการย้ายงาน  หรือออกจากงาน  ต้องออกจากกองทุนเดิม  ทำให้การเก็บเงินขาดตอน  เว้นแต่จะได้งานใหม่ทันที  และไม่มีระยะทดลองงาน เพื่อให้สามารถโอนเงินเดิมเข้าร่วมในกองทุนของบริษัทใหม่ได้ทันที

 - เงินส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตร  และหุ้นกู้  ดังนั้นผลตอบแทนการลงทุนอาจผันผวนตามภาวะดอกเบี้ยที่ขึ้นลงได้

 

2) ประกันชีวิต

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- เก็บออมอย่างเป็นระบบ

- ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน  ตลอดสัญญา

- ได้รับการคุ้มครอง  เต็มวงเงินทันทีที่เก็บออม

- มีสวัสดิการต่างๆให้  เช่นการรักษาพยาบาล

เงินชดเชยชนิดต่างๆ

- ไม่เสียภาษีทั้งเงินปันผล  และ  เงินสินไหม

- ได้สิทธิลดหย่อนภาษีปีละ 50,000  บาท

- กฎหมาย ให้ความคุ้มครองสูง  มีข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด     หรือสิทธิในกรณีที่เสียชีวิต     เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ยึดเงินสินไหมเกินกว่าเบี้ยประกัน  ที่จ่ายไป

- สภาพคล่องต่ำ  หากมีความจำเป็นใช้เงิน  ต้องกู้เงินจากกรมธรรม์  หรือ  เวนคืนกรมธรรม์  ซึ่งมักจะขาดทุน ( ถ้ายังไม่ถึงจุดคุ้มทุน )

- ผู้ลงทุนต้องมีอายุและสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน

- มีภาระฝากเบี้ยประกันทุกปี ตามสัญญา

- การเบิกสวัสดิการต่างๆ  มีเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะ  ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน

 

3) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- คนทุกสาขาอาชีพมีสิทธิ์เข้าร่วมกองทุนได้

- สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดหน่วยลงทุน

- สามารถโอนย้ายการลงทุนจากกองทุนรวมเพื่อการ

เลี้ยงชีพหนึ่งไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพอื่นได้

- เงินลงทุนจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้  สูงถึง  300,000  บาทต่อปี

- ผลตอบแทนจากการลงทุนได้รับการยกเว้นภาษี  หากมีการลงทุนตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  และผู้ลงทุนมีอายุถึง  55  ปี

-  ต้องเพิ่มเงินลงทุนสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง

ไม่ต่ำกว่า  5,000  บาทต่อปี

- การ ลงทุนจะเป็นระยะยาวต่อเนื่อง  ไม่มีการจ่ายเงินปันผล  หรือ  ผลประโยชน์ใดๆระหว่างลงทุนจะจ่ายคืนแก่ผู้ลงทุนครั้งเดียว  เมื่อมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุน

- หากไถ่ถอนก่อนผู้ลงทุนมีอายุ  55 ปี  จะต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนใน  5  ปีสุดท้ายและผลตอบแทนจากการลงทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงิน ได้  ณ  ปีที่ไถ่ถอน

 - การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง  ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆว่า  ลงทุนหลักทรัพย์ประเภทใด

 

4) เงินสด

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- หยิบใช้ได้ตลอดเวลา

- ไม่กังวลเรื่องสถาบันการเงินล้ม

- ไม่มีภาระเก็บเงิน  จะเก็บเท่าไร  เมื่อไรก็ได้

- ยุ่งยากในการจัดเก็บ  เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม

- เงินไม่งอกเงย

- หากมีมากๆ ( มากกว่า  5  ล้านบาท )  เสี่ยงต่อการถูกเพ็งเล็งว่าฟอกเงิน

 

5) เงินฝาก (ออมทรัพย์/ประจำ)

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- เบิกถอนสะดวก

- มั่นคง 

- ได้รับผลตอบแทนแน่นอน

- ใช้เป็นหลักทรัพย์  ค้ำประกันได้

- มีจำนวนเงินน้อยก็ฝากได้

-มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง 

- เมื่อครบรอบการฝากเงิน  (ROLLOVER)ในอนาคต  รัฐมีแนวโน้มจะยกเลิกการค้ำประกันเงินฝาก

- ผลตอบแทนต่ำ

- เสียภาษีดอกเบี้ย  15%  (ฝากประจำ)

 

6) ตั๋วแลกเงิน , บัตรเงินฝาก ( B/E , NCD )

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- ดอกเบี้ยสูง

- มั่นคงเนื่องจากธนาคารเป็นผู้ออกหรือค้ำประกัน

- สภาพคล่องต่ำ  ต้องฝาก  1 ปีขึ้นไป

- หากต้องการใช้เงินก่อนต้องขายลดราคา

- เสียภาษีดอกเบี้ย  15%

 

7) พันธบัตร

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- มั่นคง  เนื่องจากรัฐเป็นผู้ออก  ( ถึงแม้จะกังวลใจ

บ้างว่า  รัฐบาลมีภาระหนี้สาธารณะสูงเหลือเกิน

แต่  รัฐบาลก็ไม่ได้หนีหายตายจากไปไหนแน่นอน )

- โดยทั่วไปดอกเบี้ยจะสูงกว่าธนาคาร  และรับรอง

ดอกเบี้ยในระยะเวลาที่ยาวกว่า

-    ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

- สภาพคล่องต่ำ 

- ถ้าต้องการขายก่อนครบกำหนดสัญญา  จะมี

ความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาที่เกิดจาก

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย  เพราะถ้าหาก

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเพิ่มขึ้น  พันธบัตรที่ออกในช่วง

ก่อนหน้าราคาจะลดลง

- ตลาดพันธบัตรไม่ได้เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ  ถ้าต้องการใช้เงินเร็วๆ  ก่อนครบกำหนด  จะขายไม่ได้ราคา

- ใช้เงินลงทุนมาก

- เสียภาษีดอกเบี้ย  15%

 

8) หุ้นกู้

 

ข้อดี

ข้อเสีย

- ดอกเบี้ยสูง

- รับรองอัตราดอกเบี้ยที่สูง  หากเป็นหุ้นกู้แบบกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่

- สภาพคล่องต่ำ

- เป็นการกู้ยืมที่ไม่มีหลักประกัน   จึงมีความเสี่ยงในเรื่องการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย

- มีความผันผวนของราคา  หากต้องการขายออก

ก่อนครบกำหนด

- ตลาดหุ้นกู้  ยิ่งไร้ประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะของ    

บริษัทที่มีพื้นฐานอ่อน  จะไม่ค่อยมีการซื้อขาย

ทำให้ขายไม่ได้ราคา  หรือ  ไม่มีผู้รับซื้อ

- เสียภาษีดอกเบี้ย 15 %

- ใช้เงินลงทุนมาก

 

อ่านต่อ ตอน3ค่ะ........
 

ที่มา : http://www.thaifinancialadvisor.com

 

สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียนบริษัท โทร 081-753-4070